วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมาของชุมชนวังโป่ง

อำเภอวังโป่ง





ประวัติความเป็นมาของชุมชน "วังโป่ง"

ข้อมูลตามหลักฐานทางเอกสารจากการสำรวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากร หน่วยภาคเหนือ ที่มีอยู่ยืนยันว่า ชุมชนบ้านวังโป่ง เดิมเป็นป่าดงพงไพรอยู่ห่างไกลจากแหล่งชุมชนอื่นๆ มากไม่มีหมู่บ้านหรือชุมชน คงมีแต่เพียงพวกที่เข้ามาล่าสัตว์ ได้เข้ามาพบเห็นพื้นที่ก่อนที่จะเป็นหมู่บ้านวังโป่ง แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน พืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์ป่านานาชนิด ก่อนที่จะมาเป็นวังโป่งนั้น มีผู้เล่าสืบต่อ ๆ กันมาว่าเมื่อครั้งที่ชาวเวียงจันท์แตกทัพ นายสุดจินดา แม่ทัพได้จับเอาเชลยศึกไป มีลาว เขมร ไล่ต้อนมาพักอยู่ที่เพชรบูรณ์ ในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ตำบลนายม อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เป็นส่วนมากโดยให้หลวงโยธานิเทศน์ เป็นผู้ดูแล ต่อมาพวกเชลยไม่มีที่ทำมาหากิน หลวงโยธานิเทศนึกขึ้นมาได้ว่าเคยรู้จักกับนายพรานป่าผู้หนึ่ง ชื่อนายพรานประดิษฐ์ คนบ้านยางหัวลม ตำบลนายม ซึ่งเป็นผู้รู้จักภูมิประเทศดี จึงได้ไปสอบถามดู นายพรานก็บอกว่า เคยได้พบที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากมณฑลเพชรบูรณ์ ต้องข้ามเขาลงไปทางทิศตะวันตก ดังนั้นหลวงโยธานิเทศ จึงเดินทางมาสำรวจดูภูมิประเทศพร้อมกับนายพรานประดิษฐ์ ด้วยตนเอง เมื่อสำรวจแล้วเห็นว่าเป็นที่ที่มีทำเลอุดมสมบูรณ์ เหมาะที่จะตั้งเป็นที่ทำมาหากิน จึงกลับไปชี้แจงให้กับราษฏรฟัง และสอบถามความสมัครใจว่าใครจะอพยพไปอยู่ที่แห่งใหม่ และต่อมาได้ออกเดินทางจากตำบลนายม ออกเดินทางมาราว ๆ ร.ศ.๑๒๐ (พ.ศ.๒๓๔๔) มีราษฏรมาด้วยทั้งหมดเกือบ ๔๐ ครอบครัว โดยให้นายพรานประดิษฐ์เป็นผู้ควบคุมดูแลไป สมัยก่อนเรียกบ้านวังโป่งว่า บ้าน “วังดินโป่ง” ต่อมาได้ดัดคำว่า “ดิน” ออกคงเหลือแต่คำว่า “วังโป่ง”


จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2436 เมื่อได้มีการจัดตั้งมณฑลพิษณุโลกขึ้น บ้านวังโป่งจึงได้โอนไปขึ้นกับการปกครองอยู่กับเมืองพิษณุโลก ปี พ.ศ. 2438 ขึ้นการปกครองกับอำเภอนครป่าหมาก จังหวัดพิษณุโลก (ปัจจุบันนครป่าหมาก เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอวังทอง) เมื่อ พ.ศ. 2460 กระทรวงมหาดไทยได้ยกฐานะตำบลชนแดน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ขึ้นเป็น กิ่งอำเภอชนแดน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จึงได้ตัดเขตตำบลวังโป่งซึ่งขณะนั้นขึ้นกับอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก มาขึ้นกับกิ่งอำเภอชนแดน จนกระทั่งตำบลวังโป่ง และหมู่บ้านข้างเคียงมีจำนวนประชากรมากขึ้น มีการคมนาคมสะดวกขึ้นและมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจพอสมควร ประกอบกับระยะทางจากตัวอำเภอชนแดนมาตำบลวังโป่งค่อนข้างไกลและมีพื้นที่กว้างขวางเกินไป กระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอวังโป่ง เมื่อปี พ.ศ. 2526 ซึ่งมีอาคารที่ว่าการอำเภอชั่วคราวอยู่ในตลาดวังโป่ง
ในปี พ.ศ. 2531 ชุมชนบ้านวังโป่งได้รับการจัดตั้งเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นรูปแบบสุขาภิบาลวังโป่ง และกิ่งอำเภอวังโป่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอวังโป่ง เมื่อปี พ.ศ. 2533
ปัจจุบัน ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ใกล้กับเทือกเขาใหญ่น้อยเรียงรายสลับกับ ที่ราบลุ่ม อันเป็นทำเลที่เหมาะ สำหรับการตั้งถิ่นฐานและการเพาะปลูก จึงได้ดึงดูดผู้คนจากท้องถิ่นใกล้เคียงเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในชุมชนแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อาทิจากอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อำเภอบางมูลนากและอำเภอเมืองจังหวัดพิจิตร โดยผู้คนจากท้องถิ่นดังกล่าวยังคงรักษาวัฒนธรรมและภาษาพูดไว้เช่นเดิม

สถานที่น่าสนใจ
ศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนวัดอรัญญาวาส ต.วังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ กิจกรรมที่ดำเนินการ ๖ ด้าน ตามโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ได้แก่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาชีพ ศิลปะ วัฒนธรรม พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ลานวัฒนธรรมและกีฬา ศูนย์ความรู้ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ชุมชน

ทุ่งสะวันนาแห่งผืนป่าไทย
อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอวังทอง อำเภอนครไทย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอเขาค้อ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ มีสภาพธรรมชาติ ทิวทัศน์ และลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแหล่ง เช่น ถ้ำ น้ำตก ทุ่งหญ้าโล่งใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด มีเนื้อที่ประมาณ 789,000.00 ไร่ หรือ 1,262.40 ตารางกิโลเมตร สำหรับชื่อของอุทยานแห่งชาติเป็นชื่อของทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ทางด้านทิศใต้ของ อุทยานแห่งชาติ ซึ่งสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นโดยอาศัยชื่อพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งในทุ่งหญ้าแห่งนี้ คือ ต้นแสลงใจ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลสุกสีแสด เมล็ดให้สารสตริคนิน ซึ่งเป็นสารเบื่อเมา คาดว่าในสมัยก่อนมีต้นแสลงใจขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับสภาพภูมิประเทศเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ มีป่าหลายชนิด และสัตว์ป่าชุกชุม จึงตั้งชื่อว่า “ทุ่งแสลงหลวง” ให้สมกับเป็นพื้นที่ที่รวบรวมความหลากหลายของธรรมชาติไว้
ความเป็นมา: มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2502 ให้กำหนดป่าทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์ และป่าอื่นๆ ในท้องที่จังหวัดต่างๆ รวม 14 ป่า เป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2503 กรมป่าไม้จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ไปทำการสำรวจและหมายแนวเขตป่าทุ่งแสลงหลวง เพื่อกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดป่าทุ่งแสลงหลวง เนื้อที่ประมาณ 801,000 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าทุ่งแสลงหลวงในท้องที่ตำบลวังนก นางแอ่น ตำบลชมภู ตำบลบ้านมุง อำเภอวังทอง ตำบลหนองกระท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดจังหวัดพิษณุโลก และตำบลท่าผล อำเภอเมือง ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก ตำบลวังโปร่ง อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 80 ตอนที่ 11 ลงวันที่ 29 มกราคม 2506 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 3 ของประเทศ
ต่อมากองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า ได้มีหนังสือที่ กห 0334/137 ลงวันที่ 7 มกราคม 2514 ขอใช้พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงที่หมู่บ้านเข็กน้อย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อจัดตั้งกองร้อยชาวเขาอาสาสมัคร กรมป่าไม้ จึงได้นำเสนออนุกรรมการอุทยานแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ 1/2514 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2514 มีมติเห็นควรให้ทำการเพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวให้ทางราชการทหาร โดยออกประกาศพระราชกฤษฎีกาให้เป็นพื้นที่หวงห้ามทางราชการทหารต่อไป เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 357 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 เพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงบางส่วน และกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติขึ้นใหม่ รวมเนื้อที่ประมาณ 789,000 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 89 ตอนที่ 190 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
ต่อมาอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงได้มีหนังสือที่ 49/2517 ลงวันที่ 17 เมษายน 2517 รายงานว่าตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 357 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 กำหนดให้บริเวณที่ดินป่าทุ่งแสลงหลวงเป็นอุทยานแห่งชาติ จากการตรวจสอบของอุทยานแห่งชาติ ปรากฏว่า การประกาศมิได้ระบุบางตำบลที่เป็นเขตอุทยานแห่งชาติไว้ด้วย กรมป่าไม้จึงได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ 5/2517 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2517 มีมติให้ขยายบริเวณที่ดินส่วนที่มิได้ระบุในประกาศคณะปฏิวัติให้ถูกต้อง โดยมีพระราชกฤษฎีกาให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติและกำหนดบริเวณที่ดินทุ่ง แสลงหลวงในท้องที่ตำบลวังนกนางแอ่น ตำบลชมภู อำเภอหล่มสัก ตำบลท่าพล อำเภอเมือง ตำบลวังโปร่ง อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 92 ตอนที่ 101 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2518 รวมพื้นที่ 789,000 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่อุทยานแห่งชาติตั้งอยู่ในเขต เทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ และเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดเพชรบูรณ์ ความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดสูงสุดคือ บริเวณเขาแค สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,028 เมตร เนื่องจากภูเขาบริเวณนี้เป็นภูเขาหินทราย ลักษณะของภูเขาจะเป็นภูเขายอดตัดหรือมีที่ราบบริเวณยอดเขา แต่บริเวณร่องเขาจะลึก และมีความลาดชันสูง เนื่องจากหินทรายเป็นหินที่ง่ายต่อการถูกกัดเซาะ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น ห้วยเข็กใหญ่ ห้วยเข็กน้อย ลำน้ำทุ่ม คลองชมภู คลองน้ำปอย คลองวังทอง และห้วยกอก เป็นต้น
ลักษณะภูมิอากาศ
ในระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 29 องศาเซลเซียส ฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนอยู่ในช่วง 1,300-1,700 มิลลิเมตรต่อปี โดยมีปริมาณมากที่สุดในเดือนกันยายน และในฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ โดยทั่วไปอากาศจะหนาวเย็นมากเหมาะแก่การไปท่องเที่ยว
พืชพรรณ และสัตว์ป่า

สภาพป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงประกอบด้วย
1.ป่าดิบเขา พบขึ้นอยู่ในที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000เมตรขึ้นไปชนิดไม้สำคัญที่พบเป็นไม้เด่นได้แก่ หว้าหิน ก่อหิน ก่อเดือย ก่อตาหมู หว้าดง ทะโล้ ตำแยต้น กระดูกไก่ สนสองใบ ฯลฯ พืชพื้นล่างเป็นพวกมอส เฟิน เถาวัลย์ หวาย และว่านชนิดต่างๆ
2.ป่าดิบชื้น พบในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป และตามร่องน้ำ หรือที่ลาดเขาที่มีความชุ่มชื้นสูง ชนิดไม้สำคัญที่พบได้แก่ ก่อตลับ ตาเสือ มะไฟ ดำดง ชะมวง มะกอก ยมหอม ยางโดน กระเบากลัก จำปาป่า ตะเคียนหิน อบเชย พญาไม้ ฯลฯ พืชพื้นล่างและพืชอิงอาศัยได้แก่ ข้าหลวงหลังลาย ชายผ้าสีดา มะพร้าวนกคุ่ม ม้ากระทืบโรง หวาย เฟิน และพืชในตระกูลขิงข่า เป็นต้น
3. ป่าดิบแล้ง พบกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 500 เมตรขึ้นไป ชนิดไม้สำคัญที่พบได้แก่ ยอป่า เต็งตานี มะหาด ยางโดน ยางนา แคทราย กระบาก มะกล่ำต้น ขี้อ้าย ก่อข้าว กฤษณา ฯลฯ
4. ป่าสนเขา ขึ้นอยู่ในที่สูง 700 - 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะเป็นป่าโปร่งสลับทุ่งหญ้า มีสนสองใบ เหียง เหมือดแอ เหมือดคน ส้านใหญ่ ชะมวง ตับเต่าต้น ฯลฯ ขึ้นอยู่ พืชพื้นล่างเป็นหญ้าขน หญ้าคมบาง หญ้าคา พง บุก กระเจียว และเฟิน เป็นต้น
5. ป่าเบญจพรรณ พบขึ้นอยู่ในระดับความสูง 400-700 เมตรจากระดับน้ำทะเล พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ประดู่ แดง ตะแบกเปลือกบาง กระบาก ซ้อ ปอสำโรง เก็ดดำ ตีนนก แต้ว พลับพลา ชิงชัน พะยูง โมกมัน ฯลฯ พืชพื้นล่างเป็นพวกไผ่ชนิดต่างๆ กลอย กระทือ ว่านมหากาฬ โด่ไม่รู้ล้ม เป็นต้น
6. ป่าเต็งรัง พบขึ้นอยู่ในระดับความสูงประมาณ 400 เมตร ชนิดไม้สำคัญที่พบได้แก่ รัง เหียง กราด พลวง เต็ง มะม่วงป่า ตับเต่าต้น ส้านใหญ่ มะเกิ้ม งิ้วป่า มะขามป้อม ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ หญ้าเพ็ก หญ้าคา หญ้าขน บุก กวาวเครือ กระเจียว ไพล เป็นต้น
7. ทุ่งหญ้า เป็นพื้นที่โล่งกว้างใหญ่ ประกอบด้วยหญ้าชนิดต่างๆ มีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ในสภาพแคระแกร็นประกอบด้วย เหมือดคน ส้านใหญ่ เหียง มะขามป้อม พืชพื้นล่างเป็นพวกหญ้าขน หญ้าคมบาง หญ้าคา พง กระเจียว กลอย บุก ก้ามกุ้ง ก้ามปู ว่านมหากาฬ ข่าป่า อบเชยเถา คราม และเป้ง เป็นต้น

สัตว์ป่าที่พบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง แตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ประกอบด้วยสัตว์นานาชนิด ได้แก่ ช้างป่า กระทิง ลิงกัง ค่างแว่นถิ่นเหนือ กวางป่า หมูป่า กระต่ายป่ากระแตธรรมดา กระรอกหลากสี กระเล็น หนูท้องขาว ค้างคาวขอบหูขาวกลาง นกเขาเปล้าธรรมดา นกแอ่นตาล นกตะขาบทุ่ง นกนางแอ่นบ้าน นกปรอดเหลืองหัวจุก นกจับแมลงหัวเทา เต่าหับ ตะพาบน้ำ ตะกวด ตุ๊กแกบ้าน กิ้งก่าบ้าน จิ้งเหลนหลากหลาย งูลายสอธรรมดา งูทางมะพร้าวธรรมดา งูเขียวหัวจิ้งจก อึ่งกรายลายเลอะ เขียดอ่อง กบหนอง ปาดแคระธรรมดา เป็นต้น ในบริเวณแหล่งน้ำพบปลาที่อาศัยอยู่หลายชนิด เช่น ปลาซิว ปลาพุง ปลาขาว ปลาเขียว ปลามุด ปลาติดหิน ปลารากกล้วย และปลากั้ง เป็นต้น

วังโป่งทัวร์

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

ความงามแห่งธรรมชาติอันเลื่องชื่อ คือ ทุ่งสะวันนาผืนป่าแห่งอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง


ทุ่งสะวันนาแห่งผืนป่าไทยอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงแห่งนี้ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอวังทอง อำเภอนครไทย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอเขาค้อ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ มีสภาพธรรมชาติ ทิวทัศน์ และลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแหล่ง เช่น ถ้ำ น้ำตก ทุ่งหญ้าโล่งใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด มีเนื้อที่ประมาณ 789,000.00 ไร่ หรือ 1,262.40 ตารางกิโลเมตร สำหรับชื่อของอุทยานแห่งชาติเป็นชื่อของทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ทางด้านทิศใต้ของ อุทยานแห่งชาติ ซึ่งสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นโดยอาศัยชื่อพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งในทุ่งหญ้าแห่งนี้ คือ ต้นแสลงใจ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลสุกสีแสด เมล็ดให้สารสตริคนิน ซึ่งเป็นสารเบื่อเมา คาดว่าในสมัยก่อนมีต้นแสลงใจขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับสภาพภูมิประเทศเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ มีป่าหลายชนิด และสัตว์ป่าชุกชุม จึงตั้งชื่อว่า “ทุ่งแสลงหลวง” ให้สมกับเป็นพื้นที่ที่รวบรวมความหลากหลายของธรรมชาติไว้




ลักษณะภูมิประเทศพื้นที่อุทยานแห่งชาติตั้งอยู่ในเขต เทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ และเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดเพชรบูรณ์ ความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดสูงสุดคือ บริเวณเขาแค สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,028 เมตร เนื่องจากภูเขาบริเวณนี้เป็นภูเขาหินทราย ลักษณะของภูเขาจะเป็นภูเขายอดตัดหรือมีที่ราบบริเวณยอดเขา แต่บริเวณร่องเขาจะลึก และมีความลาดชันสูง เนื่องจากหินทรายเป็นหินที่ง่ายต่อการถูกกัดเซาะ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น ห้วยเข็กใหญ่ ห้วยเข็กน้อย ลำน้ำทุ่ม คลองชมภู คลองน้ำปอย คลองวังทอง และห้วยกอก เป็นต้นลักษณะภูมิอากาศในระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 29 องศาเซลเซียส ฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนอยู่ในช่วง 1,300-1,700 มิลลิเมตรต่อปี โดยมีปริมาณมากที่สุดในเดือนกันยายน และในฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ โดยทั่วไปอากาศจะหนาวเย็นมากเหมาะแก่การไปท่องเที่ยว

น้ำตกสาระนิน

สถานที่ต่อไปที่จะแนะนำคือ น้ำตกสาระนิน

น้ำตกสาระนินเป็นพื้นที่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง - ชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ พิกัด Qu 007145 เป็นขุนต้นน้ำลำธารของแม่น้ำวังโป่ง แม่น้ำทับคล้อ แม่น้ำตะพานหิน ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา น้ำตกสาระนินเป็นน้ำตกที่เกิดขึ้นจากเทือกเขาใหญ่ ความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยประมาณ 549 เมตร
ในอดีตสภาพป่าบริเวณเทือกเขาใหญ่และเชิงเขาใหญ่ มีสภาพป่าเป็นป่าดิบชื้น ป่าร้อนชื้น และป่าเบญจพรรณ
มีความอุดมสมบูรณ์มีน้ำตลอดปี บริเวณเชิงเขาด้านบนน้ำตกสาระนินที่ชาวบ้าน เรียกว่า " เนินเจ็ดสิบ " หรือ บังเกอร์
เคยเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นที่พักคอมมิวนิตส์ (ผกค.) ในช่วงระยะนี้ จากการสอบถามชาวบ้านอายุราว 40 - 70 ปี เล่าให้ฟังว่า ป่าซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ทหารโจมตี ผกค. (คอมมิวนิตส์) ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่เนินเจ็ดสิบและบังเกอร์แตกหนีไปเขาค้อ ชาวบ้านจึงเข้าบุกรุกพื้นที่ ตัดโค่น แผ้วถางป่าบริเวณดังกล่าว เพื่อเป็นที่ทำกินด้านการเกษตร ประกอบกับมีบริษัทสัมปทานทำไม้ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าต้องสูญเสียไป และป่ากลายเป็นป่าหญ้าคา หรือเป็นต้นกล้าขนาดเล็ก ๆ ปัจจุบันสภาพป่าได้กลับคืนฟื้นฟูตัวเอง กลายเป็นป่าที่ปลูกขึ้นตามโครงการปลูกป่าเทิดพระเกียรติ แต่เนื่องจากบริเวณสันเทือกเขาใหญ่ ซึ่งสูงและยังคงมีสภาพป่าที่ทึบและหนาแน่น อุดมสมบูรณ์ เป็นขุนต้นน้ำของห้วยสาระนิน ซึ่งทำให้มีน้ำไหลอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นน้ำตกซึ่งชาวบ้านเรียกว่า " น้ำตกสาระนิน " (สาเหตุที่เรียกน้ำตกสาระนิน เนื่องจากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่อยู่อาศัยป่าผืนนี้มาเป็นระยะนานว่า " บริเวณห้วยนี้มีสภาพเป็นหินปูนที่มีสีดำ ซึ่งแตกต่างจากทุกห้วย "
ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 - 2542 คณะเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง - ชนแดน ได้เข้าสำรวจและเริ่มพัฒนาจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ น้ำตกสาระนิน ไว้ใช้ประโยชน์ในทางการศึกษาธรรมชาติและการพักผ่อนแก่บุคคลที่สนใจทั่วไป จนกระทั่งปัจจุบันสามารถที่ใช้ประโยชน์กับเส้นทางนี้ได้แล้ว อย่างสะดวกและปลอดภัย เนื่องจากเขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง - ชนแดน ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม โครงการมิยาซาวา ในการพัฒนาและจัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
น้ำตกสาระนิน ลักษณะเส้นทางเดิน
เส้นทางเดินเข้าศึกษาธรรมชาติน้ำตกสาระนิน มีระยะทางประมาณ 1,200 เมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง เส้นทางค่อนข้างราบมีความชันปานกลาง เส้นทางเป็นวงรอบแบบประจบตัวเอง ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ดินเหนียว และอัดพื้นผิวของเส้นทางด้วยหินกรวด ซึ่งกลมกลืนกับธรรมชาติ บริเวณสองข้างทางเดินมีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ตลอดเส้นทางที่คดเคี้ยว และข้ามลำห้วยซึ่งอยู่ในแนวเดิน บริเวณสะพานไม้และสะพานปูน จะมีสถานีต่างๆ ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ถึง 10 สถานี คือ
สถานีที่ 1 มอส สถานีที่ 2 ป่าเบญจพรรณ
สถานีที่ 3 สังคมพืชริมน้ำ สถานีที่ 4 กรองน้ำ
สถานีที่ 5 น้ำตกสาระนิน สถานีที่ 6 ไผ่ข้าวหลามหรือไผ่กาบแดง
สถานีที่ 7 ตะแบกปู่ - ย่า สถานีที่ 8 หวาย
สถานีที่ 9 ไทร สถานีที่ 10 ป่าฟื้นฟู
พื้นที่น้ำตกสาระนินแห่งนี้ เป็นต้นน้ำลำธาร นอกจากเป็นน้ำตกสวยงามแล้ว ยังให้คุณประโยชน์ต่อราษฏรหลายพื้นที่ เช่น แม่น้ำวังโป่ง แม่น้ำตะพานหิน แม่น้ำป่าสัก และไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้ใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภคและ การเกษตรกรรม และประโยชน์ทางด้านการศึกษาธรรมชาติ จึงได้พัฒนาน้ำตกสาระนิน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกแห่งของพื้นที่เขตฯ จังหวัดเพชรบูรณ์



ต่อมาก็ที่นี่เล้ยยย น้ำตกคลองบ่อหญ้า


น้ำตกคลองบ่อหญ้าเป็นพื้นที่ป่าส่วนหนึ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง - ชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ พิกัด QU 993144 เป็นขุนต้นน้ำลำธารสำคัญของป่าผืนนี้ ได้มีการสำรวจค้นพบโดยราษฎร์มาเป็นเวลานาน
ดังนั้น คณะเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง - ชนแดน จึงได้ร่วมปรึกษาหารือกับราษฎร์ เกี่ยวกับการพัฒนา เพื่อเป็นประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ในปี พ.ศ. 2543 คณะเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง - ชนแดน ร่วมกับองค์กรต่างๆ ในท้องที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลซับเปิบ ปกครองอำเภอ ประชาชน ครู จึงได้ทำการสำรวจในเบื้องต้น เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ สภาพป่า ชนิดพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณน้ำ อุณหภูมิ ทรัพยากรดิน หิน และแนวทางการพัฒนา ตลอดจนองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 - 2545 คณะเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง - ชนแดน องค์การบริหารส่วนตำบล ซับเปิบ ประชาชน ครู นักเรียน และคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร สถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์ สื่อมวลชนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขตที่ 5 (พิษณุโลก) ปกครองอำเภอ ได้ร่วมกันดำเนินการสำรวจเพิ่มเติมต่อจากปี พ.ศ. 2543 โดยสำรวจเส้นทางเดินป่า เพื่อจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกคลองบ่อหญ้า ไว้ใช้ประโยชน์ในทางการศึกษาธรรมชาติ และการพักผ่อนแก่บุคคลที่สนใจทั่วๆไป จนกระทั่งปัจจุบันสามารถใช้ประโยชน์กับเส้นทางนี้ได้แล้ว แต่ยังไม่สะดวกมากนัก เนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุนที่จะพัฒนาในขั้นตอนต่อไป ลักษณะเส้นทางเดิน
เส้นทางเดินเข้าศึกษาธรรมชาติน้ำตกคลองบ่อหญ้า แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1 เป็นเส้นทางโดยรถยนต์ ขับขี่ไปตามเส้นทางตรวจการณ์ และทางชักลากพืชเกษตรของราษฎร์ ไปจนถึงลานจอดรถ ลานกิจกรรม รวมระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรสภาพผิวถนนพอใช้ได้
ช่วงที่ 2 เป็นทางเดินเท้า เพื่อศึกษาธรรมชาติ เส้นทางอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่สามารถใช้งานได้แล้ว เส้นทางนี้ลัดเลาะคดเคี้ยวไปตามเชิงเขา เรียบเลาะริมลำธาร บางช่วงเดินตามลำห้วย เราเรียกว่า " สะพานน้ำธรรมชาติ " บางช่วงใกล้ถึงน้ำตก ต้องระมัดระวัง เนื่องจากสูงชัน รวมระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
พื้นที่น้ำตกคลองบ่อหญ้าแห่งนี้ นอกจากเป็นต้นน้ำลำธารน้ำตกที่สวยงามแล้ว ยังให้คุณประโยชน์ต่อราษฎร์หลายพื้นที่ เช่น อำเภอวังโป่ง อำเภอชนแดน อำเภอตะพานหิน อำเภอทับคล้อ ได้ใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค การเกษตร และประโยชน์ทางด้านการศึกษาธรรมชาติ จึงต้องได้รับความร่วมมือจากหลายๆฝ่ายเข้าร่วมโครงการ พัฒนาน้ำตกคลองบ่อหญ้า ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของจังหวัดเพชรบูรณ์